Main - Characters - Story - Movie Review - Creditors

Resident Evil : Apocalypse - Movie Review

Movie Review มันก็ต้อง Review อ่ะนะ คำพูดเดิมๆ ก็จะขอพูดในมุมมองของคนบ้าเกมและคอหนังอย่างเคย แต่ภาคนี้อาจวิจารณ์มากกว่าเดิมหน่อย

Resident Evil: Apocalypse เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรกอย่างต่อเนื่อง โดยภาคนี้ก็จะเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองแรคคูน โดยได้ผู้กำกับมือใหม่อย่าง Alexander Witt มาเป็นผู้กำกับ และได้ Paul W.S. Anderson ผู้กำกับภาคแรกมาเป็นคนเขียนบท ก็ไม่รู้เป็นเพราะใครนะ ที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้ โดยเรื่องราวนั้นจะมีการเล่าย้อนไปถึงตอนที่เมืองยังมีคนอยู่ และมีการอพยพคนออกจากเมืองเพื่อแยกคนออกจากฝูงซอมบี้ที่เพ่นพ่านในเมือง และเตรียมระเบิดทำลายเมือง ก่อนจะนำเข้าสู่เรื่องราวของ Alice ที่ต้องออกตามหาเด็กน้อยตระกูล Ashford ที่หลงอยู่ในเมืองคนเดียว เรื่องราวที่เหลือไปอ่านต่อกันในหน้า Story เองดีกว่านะ

คำวิจารณ์ในฐานะแฟนเกม ผมว่าไอ้การที่ภาคนี้เอาตัวละครสำคัญในเกมหลายตัวมาร่วมด้วยนี่ถือว่าเป็นข้อเสียอย่างร้ายแรงเลยล่ะ นอกจากจะทำให้เรื่องดูมั่วซั่วยังทำให้งงกับจุดประสงค์ของเรื่องด้วย ดูเป็นส่วนเกินของหนังไปเลย

เริ่มจากหน่วย S.T.A.R.S . ที่ออกมาตายค่อนข้างเป็นขยะ ตรงจุดนี้ผมว่าฉากนั้นไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เปลี่ยนเป็นฉากการไล่ล่าของ Nemesis ยังจะดีซะกว่า ในขณะที่ Nemesis นั้นอาจจะดูคล้ายกับในเกมแต่ก็ยังดูเก้ๆกังๆ ทำท่าทางไม่สมประกอบ ดูไม่มีความน่ากลัวหรือโหดร้ายอยู่เลย ต่อมาก็คือ Jill (Sienna Guillory) นางเอกสาวสุดสวยจากซีรี่ส์ Resident Evil ที่ออกมาจับคู่กับ Alice ( เรียกว่าแย่งซีนซะจะดีกว่ามั้ง) แถมในบทคุณเธอยังดูเถื่อนๆอีก เหมือนแค่ให้มีบทมาโชว์ขาอ่อนเท่านั้น บทมีเพื่อให้เป็นตัวแทนของ Rain ที่ตายในภาคแรกแค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้นเลย นอกจากนั้นยังผิดกับคาแรคเตอร์ Jill ในเกมอีกด้วย จากสาวแกร่งแต่หวานมาเป็นเป็นตำรวจหญิงดุ สวมเกาะอก ดูดบุหรี่ ออกมาถึงก็ยิงเข้าหัวซอมบี้ในโรงพักอย่างไม่สมบทบาท ในเรื่องเธอเป็นแค่หน่วยพิเศษ ไม่ได้มีสิทธิจะฆ่าใครตามใจตัวเอง ถึงคนนั้นจะเป็นซอมบี้ไปแล้วก็เหอะ แต่จริงๆมันก็แค่เหมือนติดโรคอะไรซักอย่างเท่านั้นเอง เธอเองก็ไม่ได้รู้อะไรแน่ชัดมาก่อนซักหน่อยว่าซอมบี้มีผลมาจากอะไร รักษายังไง (ในหนังนะ) เธอไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มที่หนีออกมาจากไฮฟ์ซักหน่อย ผมว่าจริงๆในเรื่องไม่จำเป็นต้องมีเธอเลยก็ได้ เพราะเรื่องนี้นางเอกคือ Alice มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของเกมแล้ว ส่วนหน่วย U.B.C.S. คนสำคัญทั้ง 2 คนที่ได้ต้นแบบมาจากเกม Carlos (Oded Fehr) และ Nicholai ( Zack Ward ) Carlos นั้นผมว่าอาจดูผอมไปนิดถ้าเทียบกับคาแรคเตอร์ในเกม แต่เล่นได้พอสมบทบาทดีทั้งจากในเรื่องและจากเกม แต่บทก็แทบไม่มีอะไรเลย เป็นเพียงตัวประกอบ ตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วน Nicholai นั้นก็ออกมาถูกหมาน้ำแดงกัดตาย ถ้าพูดถึงในเรื่องก็คิดว่าเหมาะสมดี ในฐานะตัวประกอบของหนัง แต่ถ้าพูดถึงในเรื่องของคาแรคเตอร์จากเกมดูจะผิดไปเยอะเลย จากนายทหารเงียบขรึม มากความสามารถ ผู้ไม่สนใจใครเลย นอกจากหน้าที่ของตนเอง มาเป็นหนุ่มขี้เล่นที่พลาดท่าให้กับหมาน้ำแดงอย่างง่ายๆ ส่วน Dr.Ashford (Jared Harris) ซึ่งก็เป็นชื่อเดียวกับตระกูล Ashford ผู้ค้นพบไวรัสต้นแบบในเกมเลย แต่ในหนังนั้นเป็นชายพิการบนรถเข็นผู้ขึ้นคิดค้นไวรัส T ขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูเซลที่ตายแล้วให้กลับคืนมาอีกครั้ง เพื่อที่จะทำให้ลูกสาวนั้นเดินได้ ซึ่งเท่าที่ดูก็เล่นได้เหมาะสมดีอ่ะนะ การแต่งตัวของตัวละครต่างๆก็ดูเหมาะสมดี แม้จะมีการดัดแปลงชุดของหน่วย U.B.C.S. ไปบ้าง จะมีไม่เหมาะก็มีแต่ Jill ล่ะมั้ง เพราะในหนัง(ไม่ใช่เกม) ในเมืองกำลังเกิดเรื่องวุ่นวาย เธอยังมีอารมณ์แต่งแบบนั้นอีกนะ

ทีนี้มาดูเรื่องฉาก สิ่งแวดล้อมในเมืองแรคคูนก็ถือว่าเข้ากันดีทั้งในเรื่องความเป็นจริงและเกม และยังมีฉาก Alice วิ่งหนีห่ากระสุนจากเฮลิคอปเตอร์ที่เลียนแบบมาจากฉากเปิดเกมของภาค CV ที่ Claire วิ่งหนีลูกกระสุน แบบเดียวกันเลย แต่ถ้ามองในด้านความสมจริงผมว่าไม่นะ เพราะตอนนั้นนายพล Cain (Thomas Kretschmann)ต้องการจับเป็น แต่เล่นสาดกระสุนใส่อย่างนั้น ต่อให้ Alice มีพลังพิเศษ โดนเข้าไปก็ไม่น่ารอด

ก็รู้นะครับ ว่าต้องการให้แฟนๆเกมทั่วโลกเข้าไปดูตัวละครที่มาจากหนังและเกมร่วมกัน แต่ไม่ใช่สักแต่ว่าจะใส่ตัวละครต่างๆลงไปให้เดินเล่น ควรสร้างความสำคัญของตัวละครให้มีผลต่อเนื้อเรื่องหน่อย จนไม่สามารถตัดตัวละครตัวนั้นออกได้ เพราะถ้าสักแต่จะยัดเข้าไปมันไม่มีประโยชน์สำหรับหนังแถมยังทำให้แฟนแกมรู้สึกเซ็งไปด้วย

ในด้านความสมจริงของการผูกเรื่องระหว่างเกมกับหนังในภาคนี้ผมให้แค่ 7/10

คำวิจารณ์จากมุมมองของคอหนัง ผมไปดูเพื่อนอีก2-3คน เพื่อนผมมันพวกชอบหนังบู๊ไม่สนเนื้อเรื่องมันก็บอกว่าหนุกดี บู๊กันมันส์ใช้ได้ ส่วนเพื่อนผู้หญิงอีกคนบอกว่าเฉยๆ แต่ผมว่าแม้จะมีฉากบู๊แอ็กชั่นเยอะแยะ แต่ถ้าเรื่องไม่สนุก ไม่น่าตื่นเต้นมันก็เท่านั้น เหมือนไปดูจา พนม ไล่หักกระดูกคนเล่นนั่นแหละ พร้อมตะโกน ช้างกูอยู่ไหน (เปลี่ยนมาเป็น Alice ไล่ตามหาเด็กแทน)

การเริ่มเรื่อง เริ่มจากการเปิดไฮฟ์อีกครั้ง ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร เพราะในภาคแรกเพราะทางเบื้องบนมันรู้อยู่แล้วว่าข้างในมีอะไรจึงได้สั่งปิดไฮฟ์ ทำให้พวก Alice ต้องรีบหนีตายออกมาก่อนที่ไฮฟ์จะปิดไม่ใช่รึไง แล้วจะมาเปิดอีกทำบ้าอะไร ส่วนตัวละครอย่าง L.J. (Mike Epps) ที่เพิ่มมาเพิ่มให้เป็นตัวเรียกเสียง ฮา แต่กลับเรียกเสียงฮาแทบไม่ได้เลย ดูเป็นส่วนเกินจุดใหญ่ไปซะงั้น ส่วน Peyton (Razaaq Adoti) นายตำรวจหน่วย S.T.A.R.S. ที่พอจะเป็นที่พึ่งของทุกคนได้ นั้นเล่นก็พอใช้ได้ ดูพอจะมีบทบาทอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนตัวประกอบอยู่ดี ที่สำคัญในภาคนี้นางเอก Alice สาวบู๊นั้นรู้มากเกินไปแล้ว และยังเก่งแบบเวอร์ๆอีกด้วย มันไม่เหลืออะไรให้คนดูได้ติดตามแล้ว การเผชิญหน้ากับเหล่าซอมบี้ก็ยังดูไม่เร้าใจ เพราะนางเอกนั้นเก่งเวอร์ไปซะแล้ว ฉากต่อสู้ก็ดูเหมือนจะจำซ้ำซากจำเจ ผิดจากหนังซอมบี้เรื่องอื่นๆ อย่าง Down of the dead ที่แม้จะฆ่าไปยังไงก็ไม่ยอมหมดซักทียังคงดาหน้าออกมาเรื่อยๆ แม้จะหนียังไงก็ยังคงเจออีกอยู่ดี แต่เมื่อนางเอกเก่งเวอร์ซอมบี้ก็ดูเป็นขยะ แถมในเรื่องยังไม่ได้เน้นกับเรื่องการหนีซอมบี้เลยด้วย ในจุดที่น่าจะเรื่องหลักก็คือการตามหา Angie (Sophie Vavasseur) แต่หนังก็ไม่ได้เน้นเรื่องนี้เท่าที่ควร อย่างเช่นน่าจะให้มีการลุ้นให้เด็กต้องหลบหนีอะไรอยู่ภายในตึกก็ยังดี แต่นี่ดันทำให้หนูน้อยมีพลังพิเศษแบบ Alice ซะงั้น แล้วจะเสี่ยงชีวิตเข้าไปตามหากันไปเพื่ออะไร ไม่ให้หนูน้อยเดินออกมารอคนมารับเลยล่ะ หรือออกโทรศัพท์หาพ่อเองเลยดีมั้ย สิ่งที่ควรเน้นดันไม่เน้นดันไปเน้นฉากแอ็กชั่นของ Alice จนเกินไป ส่วนฉากการต่อสู้ระหว่าง Nemesis กับ Alice ตอนจบ ก็แทบไม่มีความตื่นเต้นเร้าใจเอาซะเลย แต่ยังดีที่การแต่งหน้าและชุดต่างๆของตัวละครยังดูสมจริงดี อย่างชุด Alice ก็ทำออกมาได้เท่ดี แม้จะไม่หวืดหวาเซ็กซี่เหมือนภาคแรกก็เหอะ แต่ออกมาเรียบๆมาดทหารแนวบู๊ดี ส่วนเพลงประกอบก็ยังเร้าใจเหมือนเดิม แต่โดยรวมถ้าเทียบกับภาคแรกแล้ว ภาคแรกทำดีกว่าเยอะ

โดยรวมของภาคนี้ทั้งความสนุกตื่นเต้นในฐานะคอหนังผมให้ 6.5/10 พอ